การยกกระชับใบหน้าด้วยอัลเทอร่านวัตกรรมพลังงานคลื่นเสียง

อัลเทอร่าเป็นนวัตกรรมพลังงานคลื่นเสียงหนึ่งเดียว ที่สามารถฟื้นฟูเซลล์ผิวได้ลึกถึงชั้นผิว SMAS โดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อยกกระชับหน้า (SMAS tissue lifting) ให้ผิวสวย เรียบเนียนได้ทั้งใบหน้าจนถึงลำคออย่างเป็นธรรมชาติ สวยได้ ไม่เจ็บ

Ultherapy เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยยกกระชับหน้าได้ถูกจุด โดยการใช้พลังงานคลื่นเสียง MFU-V (Microfocus Ultherasound with Visualization) เพื่อกระตุ้นให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. ใต้ผิวหนังชั้น SMAS ชั้นผิวที่ลึกลงไปถึง 4.5 มม. ระยะห่างระหว่างจุดเท่าๆ กัน ประมาณ 1-1.5 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่อง

เกิดความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิว ลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำการรักษาได้อย่างแม่นยำ และได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า ด้วยระบบหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Real-Time เพื่อยกกระชับหน้าได้ตรงจุด กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวโดยตรง ช่วยลดริ้วรอยที่รบกวนความเป็นตัวเองของผู้หญิง

การใช้พลังงานคลื่นเสียง (MFU-V) ของอัลเทอร่า จะทำให้เกิดความร้อนเป็นจุดเล็กๆ เรียงต่อกันเป็นแนว เพื่อทำให้ผิวเกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. ใต้ผิวหนังชั้น SMAS ระยะห่างเท่าๆ กัน และเทคโนโลยีนี้ ยังเป็นเทคโนโลยีเดียวที่สามารถลงลึกสู่เซลล์ผิวได้ถึงระดับ 4.5 มม. ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อดึงหน้า

ซึ่งชั้นนี้มีระดับความลึกในระดับที่แตกต่างกันถึง 3 ระดับ โดยให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวที่แตกต่างกัน ทั้งในระดับการปรับผิวให้ดูเรียบเนียนสดใส , ระดับชั้นผิวที่มีคอลลาเจนเพื่อให้ผิวเฟิร์ม และระดับชั้นผิวที่ทำให้ผิวแลดูยกกระชับ ริ้วรอยแลดูลดเลือนเป็นธรรมชาติ

หลังทำอัลเทอร่าจะเห็นว่าใบหน้าจะยกทันที กรอบหน้าชัดเจนขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนมีการหดตัวทันทีหลังโดนความร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ (collagen denaturation) หลังจากผ่านไป 1 เดือน ผิวหน้าจะเริ่มตึงและใสขึ้น และผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากร่างกายจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3-6 เดือน (collagen remodeling)โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ โดยจะเห็นผลของการยกกระชับได้ตั้งแต่ 2-3 เดือนแรกหลังทำและผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี

ขณะทำการรักษาด้วยเครื่องอัลเทอร่า จะมีการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ลงสู่เนื้อเยื่อใต้ผิว ผู้ถูกการรักษาจะรู้สึกถึงพลังงานเป็นจุดเล็กๆลงบนผิวลึกๆ จะรู้สึกเจ็บขณะทำ แต่เจ็บแบบทนได้ เนื่องจากคอลลาเจนใต้ผิวเราจะสร้างขึ้นได้ เมื่อมีความร้อนอุณหภูมิ 50-70 องศาเซลเซียส ลงสู่ผิวชั้นหนังแท้ ด้วยความร้อนระดับนี้จะต้องมีความรู้สึกเจ็บบ้าง อาจจะรู้สึกเหมือนหนังยางดีดลึกๆ เจ็บลึกๆ และจะรู้สึกอุ่นๆ ที่ใต้ผิวหนัง ซึ่งความรู้สึกนี้จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกเจ็บมาก บางคนรู้สึกเจ็บปานกลาง บางคนแทบไม่รู้สึกเลย การทายาชาจะช่วยบรรเทาเจ็บได้

แนวธุรกิจไวน์องุ่นภายในแอฟริกาที่กำลังมีการดัดแปลงกันอยู่

แนวธุรกิจไวน์องุ่นภายในแอฟริกาที่กำลังมีการดัดแปลงกันอยู่

นาย นิแลนกีซ่า ประเมินว่าการสูญเสียโดยรวมของในปีที่ล่วงเลยไปเป็น ในตอนที่ มิสสก็อตมิสซุสดอน และก็  มิสเตอร์นิแลนกีซ่า ล้วนเป็นผู้สร้างรายย่อย แต่ว่าแบรนด์เหล้าองุ่นที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ก็ได้รับผลพวงไม่แพ้กันอาทิเช่น จอร์แดน แคสตัส สตลิน กรรมการผู้จัดการว่าผลประกอบการน้อยลงระหว่าง 35 เปอร์เซ็นต์ ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ในปีที่ล่วงเลยไปซึ่งรวมทั้งส่วนที่ไม่ใช่เหล้าองุ่นในธุรกิจดังเช่นห้องอาหารโรงกลั่นไวน์รวมทั้งห้องนอนสำหรับแขก แม้กระนั้นเสริมว่า บริษัท ตกลงใจที่จะรักษาพนักงานประจำไว้ทั้งหมดทั้งปวง 120 คน  มองไม่เห็นพวกเป็นตัวเลข แต่ว่าคิดว่ามันเป็นส่วนเสริมของตนเอง นาย สตลิน  ข่าวดีอย่างหนึ่งสำหรับคนทำไวน์ของแอฟริกาใต้ก็คือการส่งออกฟื้นขึ้นจริงในช่วงปลายปี 2020 ที่จริงจำนวนการส่งออกในปีที่ผ่านมา – 319 ล้านลิตรนั้นอยู่ในระดับเดียวกับปี 2019 และก็ในทางของค่าพวกมากขึ้น เปอร์เซ็นต์ เป็น เก้าพันล้านแรนด์ ตามรายงานของ วินโปร ซึ่งว่า รู้สึกขอบ ต่อ ผู้ผลักดันและสนับสนุนจากต่างแดน ของเหล้าองุ่นแอฟริกาใต้

สุดท้าย มิสซุสดอน ก็เปิดตัวเหล้าองุ่นในพฤศจิกายนก่อนเทศกาลหน้าร้อนของแอฟริกาใต้เพียงแต่เพื่อจะได้มองเห็นการห้ามขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ข้างหลังวันคริสต์มาสครั้งลำดับที่สามทำให้การลองแล้วก็การผลักดันวิธีขายอื่นๆไม่มีทางเป็นไปได้  ลมทั้งผองถูกพัดออกมาจากใบเรือของ  แอฟริกาใต้เป็นคนทำไวน์รายใหญ่ชั้น ของโลกรองจากประเทศชิลี แต่ว่าแซงหน้าเยอรมนี เกือบจะครึ่งเดียวของการสร้างถูกส่งออกในปี 2019 แต่ว่าการส่งออกก็หยุดชะงักเมื่อหน้าร้อนที่แล้วด้วยการสั่งห้าม อาทิตย์

เหตุผลที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหัวข้อนี้เป็นรัฐบาลแอฟริกาใต้ไม่อยากที่จะให้รถบรรทุกขับไปที่ท่าเรือหรือให้คนงานในท่าเรือมีงานเพิ่มเติมอีกที่จำต้องทำ คนทำไวน์พึ่งพิงการส่งออกอาทิเช่น เม็บฮูเลลิ นิแลนกีซ่า ซึ่งตั้งอยู่ในเคปทาวน์ได้รับผลพวงอย่างมาก แม๊กน่า คาร์ต้า แบรนด์เหล้าองุ่นธรรมชาติชุดเล็กของขายสต็อกจำนวนมากในสหรัฐฯสหราชอาณาจักรและก็ทั่วทวีปเอเชีย  ค้าขายมิได้ไม่อาจจะแปะฉลากได้ขนส่งเหล้าองุ่นมิได้โดยเหตุนั้นก็เลยไม่สามารถที่จะเพิ่มเติมคำบัญชาซื้ออะไรก็แล้วแต่ได้ ชายวัย 34 ปี แม้ว่าจะมีใบสั่งส่งออกแล้วก็แม้ว่าจะสามารถส่งคำบัญชาส่งออกไปยังท่าเรือได้ แต่ว่าตู้คอนเทนเนอร์ก็ไม่อาจจะออกไปได้กระทั่งผู้นำจะแบบนั้นมันราวกับแผนการที่ไร้ประโยชน์ด้วยเหตุว่าผู้นำเข้า พวกเราขายให้  ไม่เต็มใจที่จะคอยสามเดือนเพื่อเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ในซูเปอร์มาร์เก็ต ในประเทศของพวก  การระบาดของโรคยังเป็นเหตุให้นาย นิแลนกีซ่า จำต้องปิดพื้นที่ลองเหล้าองุ่นที่ตั้งขึ้นในเคปทาวน์ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาโคโรท้องนาเชื้อไวรัสได้ล่อใจนักเดินทางและก็คนภายในพื้นที่ กระแสรายได้ทั้งผองก็เลยหายไป